Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ เทรนด์มาแรงที่แต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปรับตัวจากการบริหารจัดการเมืองแบบดั้งเดิมสู่การวางแผนและบริหารจัดการเมืองแบบใหม่ โดยการนำข้อมูลมาผสานกับนวัตกรรม เพื่อช่วยในการจัดระบบ วิเคราะห์ คาดการณ์ และยกระดับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับกับโลกอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนที่ตอบสนองความต้องการของพลเมืองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วจุดเริ่มต้นของ Smart City ในไทยมาจากไหน ทำไมถึงกลายเป็นเทรนด์ในเมืองไทยได้ ตามมาเลย


4ef9db0885-216b954eadeb6fa88c4a9b3f.webp


ปี พ.ศ. 2543 แนวคิด Smart City ถือกำเนิดขึ้น


เมื่อการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่เป็นเหมือนรากฐานการเชื่อมโยงอุปกรณ์เข้ากับโครงข่ายการสื่อสารแบบอินเทอร์เน็ต ทำให้แนวคิดเรื่องเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เกิดขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมืองและการวางผังเมืองอย่างชาญฉลาด เพื่อรองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย เมืองมีการเติบโตอย่างยั่งยืน


ปี พ.ศ. 2546 “เมืองอัจฉริยะหรือ Smart City” ถูกพูดถึงในไทยครั้งแรก


สำหรับประเทศไทยนั้น ในปี พ.ศ. 2546 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเดิม) มีเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) จึงได้มีการกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะหรือ Smart City”  เป็นครั้งแรก เพื่อการรักษาความสามารถทางการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก ดึงดูดพลเมืองที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ให้อยู่กับเมือง ปรับปรุงการบริหารจัดการเมืองให้โปร่งใส รวมถึงการรักษาสภาพอากาศให้คงที่ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างคุ้มค่า


ปี พ.ศ. 2559  “เมืองอัจฉริยะหรือ Smart City" ถูกบรรจุในนโยบายประเทศไทย 4.0


ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2559 รัฐบาลไทยได้มีการประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 และได้การบรรจุ “เมืองอัจฉริยะหรือ Smart City" ลงไปในยุทธศาสตร์ที่สำคัญและแผนในการพัฒนาประเทศ


ซึ่งนโยบายประเทศไทย 4.0 ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า (Value-Based Economy) ในการพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง กับดักความเหลื่อมล้ำทางสังคม และกับดักความไม่สมดุลในการพัฒนา โดยมีการสอดแทรกการใช้เทคโนโลยีและเมืองอัจฉริยะเอาไว้ใน 4 มิติ ดังนี้


มิติที่ 1 ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Economic Wealth) มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

มิติที่ 2 ความอยู่ดีมีสุขของผู้คนในสังคม (Social Well-beings) ลดระดับความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น ยกระดับธุรกิจเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม

มิติที่ 3 การยกระดับศักยภาพและคุณค่าของมนุษย์ (Human Wisdom) การพัฒนาทุนมนุษย์ มาตรฐานของเด็กไทย ยกระดับคุณภาพของแรงงานให้

มิติที่ 4 การรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Wellness) การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการสร้างสังคมที่น่าอยู่


ปี พ.ศ. 2560  ก่อตั้งสำนักงานเมืองอัจฉริยะ และบรรจุเมืองอัจฉริยะไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12


ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้มีนำเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City บรรจุไว้การประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)  ในยุทธศาสตร์ที่ 9: การพัฒนาภาคเมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการกระจายความเจริญ และยกระดับรายได้ของประชาชน


และในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ได้มีการจัดตั้ง “สำนักงานเมืองอัจฉริยะ" ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีภารกิจในการจัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการและการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


ปี พ.ศ. 2561 ใช้แผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


ในปี พ.ศ. 2561 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ได้จัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการและการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยเน้น 5 เสาหลักสำคัญ ดังนี้

เสาหลักที่ 1 การพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบ มีเป้าหมายในการเลือกเมืองที่มีศักยภาพ ที่จะใช้สำหรับการดำเนินงานนำร่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายที่จะบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ

เสาหลักที่ 3 สร้างกลไกบริหารจัดการในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไปสู่ภาคปฏิบัติ มีเป้าหมายให้มีผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการพื้นที่ จัดเตรียมองค์กร ระบบ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมการให้บริการสาธารณะในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

เสาหลักที่ 4 ผลักดันเมืองอัจฉริยะด้วยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม มีเป้าหมายในการส่งเสริมและต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่สามารถนำไปปรับใช้สำหรับเมืองอัจฉริยะในอนาคต

เสาหลักที่ 5 ส่งเสริมการจัดเก็บข้อมูล ตลอดจนเข้าถึงการเชื่อมโยงและการใช้งานข้อมูล โดยมีเป้าหมาย เพื่อเผยแพร่ข้อมูล สร้างการเรียนรู้ รวมทั้งสนับสนุนการวางแผน ตลอดจนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม


โดยมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะนำร่อง 7 จังหวัด 10 พื้นที่ ในปี พ.ศ. 2561-2562 ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา


43cf914efd-e95f90ca0249db47371493c0.webp


ปี พ.ศ. 2562 depa ก่อตั้ง Smart City Thailand


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ depa ก่อตั้ง Smart City Thailand เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัยให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างยั่งยืน โดยมีการประกาศลักษณะของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 7 ด้านด้วยกัน คือ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment), การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility), การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living), พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People), พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy), เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) และการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)


9f71b59a41-e1fd2b48400f04e0e86643ce.webp


ปี พ.ศ. 2566 บรรจุเมืองอัจฉริยะในหมุดหมายที่ 8 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13


จากผลการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 9 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ผ่านมา พบว่า แม้ประเทศไทยจะมีการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่กระจายไปสู่ภูมิภาคอื่นเท่าที่ควร ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง เกิดภาวะเศรษฐกิจหดตัว ภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมส่งออกชะลอตัว ประชาชนถูกเลิกจ้างและขาดรายได้ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับสู่ภูมิลำเนา


จากสาเหตุเหล่านี้ทำให้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) บรรจุเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในหมุดหมายที่ 8 “ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน” โดยมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคและการลงทุนในเขตเศรษฐกิจ ลดความไม่เสมอภาคในการกระจายรายได้ของภาคและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ยั่งยืน พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านกลยุทธ์การสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมกลไกความร่วมมือ เพื่อพัฒนาพื้นที่และเมือง สร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการพื้นที่และเมือง


c3d17fb44b-e52c6ed00612babda7016a68.webp


ในปัจจุบันเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะ ตามเกณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทั้งหมด มีจำนวน 36 เมือง 25 จังหวัด (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 66) และเมืองที่เป็นเขตส่งเสริมจำนวน 108 เมือง



db8383c739-fd1872207cde18e9c3e35b56.webp



จากอดีตจนถึงปัจจุบันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ก็เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วันนี้ท้องถิ่นของคุณเริ่มพัฒนาเมืองอัจฉริยะหรือยัง เริ่มตอนนี้ยังไม่สายเกินไป Bedrock พร้อมให้คำปรึกษาการวางแผนแม่บทและสนับสนุนเทคโนโลยีให้ท้องถิ่นของคุณก้าวสู่ความยั่งยืนไปด้วยกัน ติดต่อได้ที่ Line : https://lin.ee/tX4NVx0 หรือ Inbox: https://www.facebook.com/BedrockAnalyticsTH